มะละแหม่ง ประวัติ ของเมืองนี้มีความเป็นมาอย่างไร?

มะละแหม่ง นั้นเป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่ง ที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน และยังเป็นเมืองขนาดใหญ่ อันดับ 3 ของประเทศพม่าอีกด้วย คนที่นี้เรียกเมืองนี้ว่า เมาะลำไย (Mawlamyine) ส่วนคนมอญที่นี้เรียกว่า โมปลอง หรือ โหมดแมะเหลิม ซึ่งแปลว่า ตาพ่อเสีย อยู่ตรงข้ามกับเมืองเมาะตะมะ ที่แปลว่า ตาสว่าง ตามตำนานเก่าแก่ของชาวมอญ

ที่เล่าขานกันมานานของ ที่มาของเมืองในบริเวณนี้ นั้นคือ พระเจ้าสามตาถูกขุนศึกและเมียรักทรยศหักหลัง ทำให้ตาที่สามบอด เวทย์มนต์คาถาเสื่อม ตามตำนานของศาสนาฮินดู ตาที่สามเปรียบเหมือน

ดวงตาของพระศิวะที่มีมนต์ทำลายล้างสูง เมื่อมนต์วิเศษของพระเจ้าสามตาเสื่อม ทำให้ถูกพม่ารุกรานเสียบ้าน เสียเมือง ได้สาปแช่งชาวมอญ ไม่ให้รวมตัวกันได้สำเร็จ มะละแหม่งตั้งอยู่

ตรงปากแม่น้ำที่บรรจบแม่น้ำ 3 สายคือ แม่น้ำสาละวิน ที่ไหลลงสู่ทะเลอ่าวเมาะตะมะ แม่น้ำไจ และแม่น้ำอัตตรัน  เมืองนี้ยังเคยเป็น ที่ตั้งเมืองหลวงแห่งแรก ในยุคสมัยอาณานิคมอังกฤษ

จึงทำให้ไม่ว่าจะทิศใด ของเมืองนี้ก็แวดล้อมไปด้วย ประวัติศาสตร์ของชาวมอญ ที่ผ่านเรื่องราวหลายสมัย อย่างตำนานเรื่อง มะเมี๊ยะ ที่คนไทยน่าจะเคยได้ยินกัน เรื่องราวเกี่ยวกับ ความไม่สมหวัง

ในความรักกันของมะเมี๊ยะแม่ค้าชาวมอญ และเจ้าชายน้อยสุขเกษม เป็นเจ้าฟ้าเชียงใหม่ เป็นตำนานความรักที่แสนเศร้า ร่วมกันระหว่างสองวัฒนธรรม ไทย กับ มอญ ที่มีร่วมกันมาอย่างยาวนาน 

มะละแหม่ง

มะละแหม่ง ทำไม เมืองถึงได้มีสถาปัตยกรรม แบบตะวันตกได้? 

ในช่วงรัชกาลที่ 5 ตรงกับไทยเรานั้นเอง ประเทศอังกฤษได้บุกยึดพม่า เป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ ภายใต้บริษัทอีสอินเดีย หลังจากทำการยึดพม่า รวบรวมแคว้นต่างๆของพม่าได้สำเร็จแล้ว ได้ตั้งเมืองหลวงของพม่า แห่งแรกที่เมืองมะละแหม่งที่นี้ เพราะด้วยท่าเมืองนี้เป็นเมืองท่าติดกับทะเล และเป็นเมืองสู่ทางตอนใต้ของพม่า

อย่าง มะริด ทวาย ตะนาวศรี เพื่อใช้ในการขนส่งสินค้า จากเมืองท่าหลักของอังกฤษ ด้วยความที่เมืองมะละแหม่ง ตกอยู่ภายใต้การควบคุม ของอังกฤษก็ทำให้เกิด ความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก

เพราะได้รับวัฒนธรรม ระบบโครงสร้างเศรษฐกิจการบริหาร แบบตะวันตก จึงทำให้เมืองนี้ เป็นเมืองที่มีการพัฒนา ไปอย่างก้าวกระโดด มากกว่าเมืองอื่นๆ อังฤษได้แบ่งการปกครองพม่าออกเป็น 3 ส่วน

พม่าตอนบน พม่าตอนกลาง และ พม่าตอนล่าง ส่วนของมะละแหม่ง นั้นอยู่ตอนกลาง วัฒนธรรมตะวันตก ได้หลั่งไหลเข้ามายังเมืองนี้ กันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม สถานที่ราชการในอดีต โบสถ์คริสต์ โรงพยาบาล

สถาปัตยกรรมล้วนเป็นแบบตะวันตก การเข้ามาของอังกฤษนั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ส่วนของข้อดีนั้นก็คือ ระบบเศรษฐกิจและการค้าขาย ในอดีตนั้นพม่า ไม่ได้เน้นการค้าเป็นหลัก การค้าขายยังไม่ได้พึ่งระบบอุปสงค์ อุปทาน

ภายหลังที่อังกฤษเข้ามาบริหารนั้น พม่าต้องถูกบีบ ให้เข้าอยู่ในระบบเศรษฐกิจโลก ที่มีการส่งออก ตามกำลังการต้องการของทั่วโลก ทำให้เริ่มมีระบบอุตสาหกรรม และ การเกษตรเพิ่มมากขึ้น

เริ่มมีการเพาะปลูกเพิ่มมากขึ้น ในบริเวณแถบแม่น้ำอิรวดี จนกระทั่งต่อมาหลังจาก การประกาศเอกราช และการย้ายเมืองหลวงไปยัง เมืองย่างกุ้ง เมืองๆนี้ก็ยังคงมีความสำคัญอยู่ในทางด้านเศรษฐกิจประเทศพม่า ปัจจุบันได้พัฒนาให้เป็นเมือง ท่องเที่ยวอีกด้วย

มะละแหม่ง

มะละแหม่ง มี สถานที่ท่องเที่ยวอะไรบ้าง?

เมืองมะละแหม่งนี้เอง ถือว่าเป็นเมืองที่รับศาสนาพุทธ มาจากอินเดียโดยตรง ทำให้เมืองๆนี้เป็นเมืองที่เจริญ ในพุทธศาสนาของพม่า เลยก็ว่าได้ ภายในเมืองนั้น จึงมีวัดและสถาปัตยกรรม ที่สร้างถวายเป็นพระพุทธบูชา และด้วยอีกทิศหนึ่งของเมือง นั้นก็เหมือนกับเป็นโซนเมืองตะวันตก ที่มีสถาปัตยกรรม ของชาวตะวันตกตั้งอยู่อีกด้วย

สถานที่แรกที่เราแนะนำ ให้ท่องเที่ยวกันนั้นคือ เจดีย์ไจ๊ตาลาน เป็นเจดีย์ที่เก่าแก่ ตั้งอยู่บน เนินเขาที่ถูกล้อมรอบ ด้วยภูเขาและแม่น้ำ จากความสูงของที่ตั้ง สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์

ของเมืองมะละแหม่งได้โดยรอบ ภายในเจดีย์บรรจุพระเกศาธาตุ และพระทันตธาตุ ของพระพุทธเจ้าเอาไว้ สถานที่ต่อไปคือ วัดป่าวินเส่งตอว์ยะ เป็นวัดที่มีพระพุทธวินเส่งตอว์ยะ พระนอนที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ทางเข้าวัดของที่นี้ เป็นเอกลักษณ์อย่างมาก ตลอดทางจะมีรูปปั้นพระสงฆ์ 500 องค์ ตลอดสองข้างทาง เพื่อเป็นการนำเข้าสู่ตัววัดสักการะองค์พระ ในพม่ามีองค์พระ นอนขนาดใหญ่ด้วยกันอยู่ 5 องค์

แยกกันประดิษฐาน ตามแต่ละเมือง แต่เมืองมะละแหม่งนั้น มีขนาดใหญ่ที่สุด ภายในตัวขององค์พระ จะแบ่งเป็นห้องต่างๆ ที่ประกอบด้วยรูปปั้นพุทธประวัติ คำสอนต่างๆ เช่นเรื่อง นรก สวรรค์ และผลแห่งกรรม

สถานที่ต่อมาคือ โบสถ์โฮลี่ แฟมิลี่ โบสถ์คาทอลิคเก่าแก่ของเมือง ถูกสร้างเมื่อสมัยที่ประเทศอังกฤษ เข้ามาปกครองยังพม่า และได้สร้างโบสถ์แห่งนี้เอาไว้ ปัจจุบันยังคงมีการ ประกอบพิธีทางศาสนาอยู่

ที่นี้ยังคงความงามเอาไว้ ถึงแม้กาลเวลาจะผ่านไป สถาปัตยกรรมก็ยังสวยงาม หลังจากได้รับการบูรณะไปแล้ว สถานที่สุดท้ายนั้นคือ ริมแม่น้ำสาละวิน ที่เห็นสะพานเชื่อมกันสองฝั่ง ระหว่างเมืองมะละแหม่ง และเมาะตะมะ บรรยากาศของที่นี้ผู้คน มักมาพักผ่อนนั่งชมวิว ของแม่น้ำสาละวินกันอยู่เป็นประจำ นอกจากนี้ยังมีสถานที่เที่ยว อีกมากมายที่รอให้เราไปสัมผัส

เหตุใดเมืองมะละแหม่ง จึงถือว่าเป็นเมืองแห่ง วัฒนธรรมของชาวมอญ?

ด้วยศิลปะและอารายธรรมต่างๆนั้น ชาวมอธนั้นถือว่าเป็นเชื้อชาติแรก ที่เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในดินแดนแห่งนี้ เป็นเวลาหลายปี ก่อนคริสต์กาล คาดว่าชาวมอธกลุ่มแรกอพยพา จากเอเชียกลางและได้ล่องเรือมา ยังบริเวณลุ่มแม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำสโตง ซึ่งบริเวณนี้ในเอกสารจีนและอินเดียกล่าวไว้ว่า ดินแดนนี้มีชื่อว่า สุวรรณภูมิ

ชาวมอธนั้นมีอารยธรรมที่เจริญ เป็นอย่างมาก ด้วยการค้าที่อยู่ตรงกลาง ระหว่างอินเดียและจีนนั้นทำให้มีการแลกเปลี่ยนวิทยาการ และวัฒนธรรม ชนชาติมอญจึงมีระบบการเกษตร การปกครอง

รวมถึงเป็นต้นแบบ ในด้านอารยธรรมต่างๆ โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา ซึ่งรับโดยตรงมาจากอินเดีย นิกายเถรวาท และต่อมาได้เผยแพร่ศาสนาพุทธ ไปทั่วทั้งดินแดนสุวรรณภูมิ ไม่ว่าจะเป็น ไทย ลาว เวียดนาม เขมร

ประเทศเหล่านี้ในอดีต ล้วนอยู่ดินแดนเดียวกันนี้ ที่เรียกว่าสุวรรณภูมิ ต่างรับอิทธิพลชาวมอธมาทั้งนั้น ชาวมอธนั้นถือว่าเป็นกลุ่มชนชาติ ที่มีความสามารถอย่างมาก แต่แล้วก็ได้รับความพ่ายแพ้ จากการรุกรานของชาวพม่า

หรือการแย่งชิงอำนาจกัน ระหว่างเชื้อชาติ ทำให้ชาวมอญต่างอพยพ ไปตามที่ต่างๆในดินแดนอุศาคเนย์ โดยเฉาพะในประเทศไทย ที่ชาวมอญนั้นย้ายถิ่นฐานกัน เข้ามาจำนวนมาก และหลายสมัยที่ทางไทย ชาวมอญ

มีประวัติศาสตร์ร่วมกัน ชาวมอญที่อพยพเข้ามาครั้งแรก คือช่วงสมัยพระเจ้าตะเบงชเวตี้ ตีเมืองหงศาวดี แตก ทำให้ชาวมอญเริ่มมีการอพยพ เข้ามายังอาณาจักรอยุธยาเป็นครั้งวแรก จะเห็นได้ว่าชาวมอญที่ตั้งรกรากดั่งเดิม ที่อยู่บริเวณแม่น้ำสาละวิน เป็นแหล่งริเริ่ม อารยธรรมต่างๆของดินแดน ในแถบอุศาคเนย์เลยทีเดียว

สรุปการเดินทางมาเที่ยว เมืองมะละแหม่งเป็นอย่างไร?

เมืองมะละแหม่ง นั้นนับว่าเป็นเมืองอารยธรรมเก่าแก่ ของชนชาติมอญแต่ดั่งเดิม ศิลปะอันเก่าแก่ ทางพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรือง ทางพุทธศาสนาในอดีต

อักษรต่างๆของชาวมอญนั้น ถือว่าเป็นรากศัพท์ของภาษาพม่าในปัจจุบัน อีกด้วยถือว่าเป็นชนชาติ ต้นแบบวัฒนธรรมต่างๆ อาหารพื้นเมือง และการดำรงชีวิตต่างๆ ล้วนได้รับการถ่ายทอด

ผ่านการผสมผสาน ทางวัฒนธรรมทั้งอินเดียและศรีลังกาอีกด้วย ทำให้สถาปัตยกรรมบ้างอย่าง หรืออาหาร มีความเป็นอินเดียที่ซ้อนอยู่ เพราะในอดีตกษัตริย์องค์แรก ของชาวมอญนั้น

คือ พระเจ้าติสสะ ซึ่งได้เดินทางมาจาก แคว้นหนึ่งในอินเดีย ได้มาตั้งอาณาจักรแห่งแรกที่ยิ่งใหญ่ ของชาวมอญนั้นก็คือ อาณาจักรสะเทิม ทำให้เมืองนี้ศิลปะที่ยาวนาน ชวนให้หลงใหล กับการมาท่องเที่ยวในที่แห่งนี้

จึงทำให้มองว่าการเดินทางมาเที่ยว เมืองมะละแหม่ง ได้สัมผัสกับบรรยากาศ ทางธรรมชาติและวัฒนธรรมพื้นเมือง ของชาวมอญที่ตั้งรกราก อยู่ดั่งเดิมตั้งแต่ที่แรก ผู้คนของที่นี้มีอัธยาศัยที่ดี

มีความคลายคลึงกับคนไทย ทางด้านรูปร่างหน้าตา ความอุดุมสมบูรณ์ของอาหารทะเล ที่มีให้เลือกมากมาย กุ้งแม่น้ำที่พม่านั้น รสชาติความสดนั้นไม่แพ้ของไทยเช่นกัน หากชื่นชอบการท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์อารยธรรมเก่าแก่ แล้วละก็ไม่ควรพลาดการมาท่องเที่ยว เมืองมะละแหม่ง

เว็บพนันคาสิโนใหม่

ที่เที่ยวในทิเบต

ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพ

รีวิวที่เที่ยวยอดฮิต

ที่เที่ยวยอดนิยม